ธุรกิจไร่มิตรผล Plantation นอกจากการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี สำหรับการจัดการไร่อ้อยภายในห้องวิจัย กลุ่มมิตรผล ยังเห็นความสำคัญของการนำความรู้เชิงวิชาการ จากห้องทดลองไปประยุกต์เพื่อใช้งานในพื้นที่จริง จึงได้ก่อตั้ง บริษัท ไร่ด่านช้าง จำกัด และบริษัท ไร่อีสาน จำกัด ขึ้นในปีพ.ศ. 2544 โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นแหล่ง การเรียนรู้สำหรับชาวไร่อ้อย ในการศึกษาวิธีการจัดการไร่อ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนต่อไร่อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ธุรกิจไร่ของเรา จะดูแลและจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยในแปลงสาธิตของบริษัทเท่านั้น แต่ยังได้มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการทำไร่อ้อย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดการไร่อ้อย ร่วมกับฝ่ายส่งเสริมไร่ของโรงงานน้ำตาลและมิตรผลวิจัยฯ อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน กลุ่มน้ำตาลมิตรผล มีโรงงานผลิตน้ำตาลในประเทศไทย รวม 5 แห่ง ประกอบด้วย
- โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
ก่อตั้งปีพ.ศ. 2526 กำลังการผลิต 27,000 ตันอ้อย/วัน
- โรงงานน้ำตาลมิตรผล จังหวัดสุพรรณบุรี
ก่อตั้งปี พ.ศ. 2533 กำลังการผลิต 45,500 ตันอ้อย/วัน
- โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ก่อตั้งปี พ.ศ. 2538 กำลังการผลิต 36,000 ตันอ้อย/วัน
- โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
ก่อตั้งปี พ.ศ. 2540 กำลังการผลิต 23,000 ตันอ้อย/วัน
- โรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
ก่อตั้งปี พ.ศ. 2540 กำลังการผลิต 15,000 ตันอ้อย/วัน
โรงงานน้ำตาลทั้ง 5 แห่งของมิตรผล มีกำลังการผลิตรวม 130,5000 ต้นอ้อย/วัน สามารถหีบอ้อยได้ปีละกว่า 13 ล้านตัน คิดเป็นผลผลิตน้ำตาลประมาณ 1.4 ล้านต้น
ขยายฐานการผลิต ...เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่สังคมโลก
สาธารณรัฐประชาชนจีน
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี พร้อมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตน้ำตาล กลุ่มมิตรผล จึงตัดสินใจขยายฐานการผลิตสู่ประเทศจีน โดยในปี พ.ศ. 2536 ได้เข้าร่วมลงทุนกับโรงงานน้ำตาลในมณฑลกวางสีในนาม Guangxi Nanning East Asia Sugar Co.,Ltd. จวบจนปัจจุบัน กลุ่มมิตรผล มีโรงงานผลิตน้ำตาลรวม 7 แห่ง ในเมือง ฉงจั่ว ฝูหนาน ทั่วหลู หนิงหมิง และไห่ถัง และมีกำลังการผลิตรวม 80, 000 ตันอ้อย/ วัน หีบอ้อยได้ปีละกว่า 10 ล้านตัน และผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์กว่า 1.2 ล้านตัน/ ปี นอกจากธุรกิจน้ำตาล กลุ่มมิตรผล ยังเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง โดยนำเอาเส้นใยของชานอ้อยมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียน ในปี 2550 ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตน้ำตาลและเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน โรงงานกระดาษมีกำลังการผลิตเยื่อกระดาษ 50,000 ตัน/ปี และกำลังการผลิตกระดาษ 60,000 ตัน/ปี
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
กลุ่มมิตรผล ได้ขยายฐานการผลิตสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ภายใต้ชื่อบริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด โดยได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของ สปป.ลาว เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 เป็นพื้นที่ประมาณ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นจำนวน 2,300 ล้านบาท ผลิตน้ำตาลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นเดียวกับที่ใช้ในโรงงานผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่ของโลก ภายใต้ระบบการจัดการมาตรฐานสากล ปัจจุบันมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 5,000 ตันอ้อย/วัน หรือ 500,000 ตันอ้อย/ปี คิดเป็นผลผลิตน้ำตาลประมาณ 60,000 ตัน/ปี นำตาลที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป
การพัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อยและการสร้างโรงงานน้ำตาล ทั้งในสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของกลุ่มน้ำตาลมิตรผลที่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ อีกทั้งยังถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอ้อยและการผลิตน้ำตาลที่ทันสมัย ซึ่งกลุ่มน้ำตาลมิตรผลมีความชำนาญไปยังต่างประเทศด้วย
ผลผลิตแห่งมิตร ...ผลิตผลแห่งใจ
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าและผู้บริโภค กลุ่มมิตรผล จึงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาคุณค่าของสินค้าที่ผลิต อีกทั้งยังทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เป็นทางเลือกที่หลากหลายของลูกค้า ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้บริโภคทั่วไป โดยเน้นที่คุณภาพ สุขอนามัยในการบริโภคและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลมิตรผลโกลด์ น้ำตาลกรวดและน้ำตาลทรายแดงแล้ว กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมบริสุทธิ์เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อตอบสนองกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำเชื่อมเป็นส่วนประกอบ โดยมีกระบวนการผลิตและการขนส่งที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล

ผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ ...มากคุณค่า เก็บรักษาป่าทั้งผืน…
ธุรกิจปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นธุรกิจต่อเนื่องอีกอย่างหนึ่งของกลุ่มมิตรผล ที่นำชานอ้อย ซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลมาผลิตเป็นไม้ปาร์ติเกิล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาได้ขยายกำลังการผลิต โดยนำเศษไม้ยางพารามาใช้เป็นวัตถุดิบเสริม และก่อตั้งโรงงานผลิตแผ่นปิดผิว รวมทั้งโรงงานเคลือบผิวไม้ปาร์ติเกิล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
ในปี พ.ศ 2552 ธุรกิจปาร์ติเกิลบอร์ด สามารถผลิตไม้ปาร์ติเกิล คุณภาพมาตรฐานสากลได้มากถึง 450,000 ลูกบาศก์เมตร และผลิตไม้เคลือบผิวสูงถึง 30 ล้านตารางเมตร
การผลิตไม้ปาร์ติเกิลจากชานอ้อยหรือเศษไม้ยางพารา จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนไม้ธรรมชาติ และที่สำคัญ ยังช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่ากว่าปีละ 25,000 ไร่ ซึ่งเท่ากับช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติและเก็บรักษาป่าทั้งผืนให้คงสภาพ เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์ป่านานาชนิดด้วย http://www.panelplus.co.th/
-
พลังงานไฟฟ้าชีวมวล (ฺBio-Power) ...เพิ่มความสว่างไสวให้ชุมชน…หนึ่งในแนวคิดที่มุ่งสร้างสรรค์สิ่งที่ดีคืนกลับสู่สังคมของ กลุ่มมิตรผลในวันนี้ คือ การกำหนดเป้าหมายให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาล ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าชีวมวล
ด้วยความเชี่ยวชาญของบุคลากร และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน ชานอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้า เพื่อนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตน้ำตาล รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ของกลุ่มมิตรผล อาทิ โรงงานผลิตปาร์ติเกิลบอร์ดและโรงงานผลิตเอทานอล นอกจากนี้ ส่งให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อจ่ายต่อไปยังชุมชน
โรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผล ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2538 สองแห่งคือ บริษัท ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอยี จำกัด ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และบริษัท ภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จำกัด ที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาในปี 2554 บริษัท กาฬสินธุ์ ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จำกัด โดยปัจจุบัน กลุ่มมิตรผล มีโรงงานไฟฟ้าชีวมวลสามแห่ง และสามารถส่งไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้ถึง 123 เมกะวัตต์ (เช็ค)
-
ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าสองแห่งแรกของกลุ่มมิตรผล ถือเป็นโครงการนำร่องของการขับเคลื่อนสู่พลังงานเพื่อกลไกสะอาดในประเทศไทย ตามนิยามของพิธีสารเกียวโต โดยปัจจุบันโครงการทั้งสองได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNFCCC เรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอคาร์บอนเครดิต โดยโรงงานทั้งสองแห่งนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 200,000 ตันต่อปี
นอกจากการใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงแล้ว กลุ่มมิตรผล ยังรับซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลอื่นๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ด้วย การเกื้อกูลในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและลดมลภาวะที่เกิดจากการเผาไร่ในภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังช่วยประเทศชาติลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศอีกด้วย
ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งกำลังการผลิตและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาดทำให้ กลุ่มมิตรผล ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำด้านพลังงานชีวมวลในอาเซียน
-
เอทานอล …พลังงานทดแทนแสนสะอาด ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม...
- เพโทรกรีน (Bio-Fuel)
ในสภาวะปัจจุบันประเทศไทยต้องประสบกับความเสียเปรียบทางด้านพลังงาน เนื่องจากมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อการคมนาคมขนส่งในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจและขาดความมั่นคงทางด้านพลังงาน ดังนั้นการพิจารณาหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆต้องร่วมมือกันผลักดัน โดยเฉพาะในการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนที่มาจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่เราสามารถผลิตเองได้
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกที่สะอาดและน่าอยู่ รวมทั้งตอบสนองนโยบายของภาครัฐในเรื่องการใช้พลังงานทดแทน ต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิต กลุ่มมิตรผล จึงได้ก่อตั้งบริษัท เพโทรกรีน จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเอทานอลจากอ้อยและโมลาส เพื่อผลิตเอทานอลบริสุทธิ์ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยจากประเทศฝรั่งเศสซึ่งจะเป็นแหงพลังงานใหม่นำมาใช้ทดแทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีปริมาณสำรอง ลดลงทุกปี
บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2549 โดยโรงงานแห่งแรกอยู่ที่ อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และขยายเพิ่มโรงงานขึ้นที่อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์และที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปี2550 และ 2551 ตามลำดับ โดยยังได้ร่วมทุนกับบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งโรงงานผลิต เอทานอลในชื่อ บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อย แต่ละโรงงานมีกำลังการผลิต 200,000 ลิตรต่อวัน รวมกำลังผลิตทั้งสี่โรงงาน 800,000 ลิตรต่อวัน เป็นผู้ผลิตเอทานอลมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และจำหน่ายเอทานอลให้กับบริษัทน้ำมันต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพโทรกรีนมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 30% โดยจำหน่ายให้กับบริษัทน้ำมัน เช่น ปตท เชลล์ บางจาก เอสโซ่ เชฟร่อน IRPC และอื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกเอทานอลส่วนที่เหลือจากการใช้ภายในประเทศไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย และยุโรป เพื่อช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าประเทศ ลดการขาดดุลทางการค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของเพโทรกรีนที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป
นอกจากนี้ บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ได้นำอินทรีย์สารที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตเอทานอล จากกระบวนการหมัก ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช มาใช้ในการต่อยอดธุรกิจ เป็นธุรกิจปุ๋ยน้ำโดยใช้ชื่อ Soil Mate ด้วยการยึดหลักการในการนำธาตุอาหารที่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตรกลับมาใช้ร่วมกับจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดการพื้นคืนสภาพดิน เพิ่มผลผลิตของเกษตรกร ก่อให้เกิดการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและยังเป็น การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
เนื่องจากในปี 2551 นี้บริษัทฯ มีปริมาณการค้าเอทานอลเกินกว่า 120 ล้านลิตรต่อปี บริษัท จึงยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้ค้า น้ำมันมาตรา 7 ซึ่งบริษัทฯได้รับการอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงานให้เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในเดือนพฤศจิกายน 2551และเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเอทานอลรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับการอนุญาต
-
- e85การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
โครงการ ESAVE กลุ่มมิตรผล
ในปัจจุบันบริษัท เพโทรกรีน จำกัด ได้ดำเนินการจัดตั้งโครงการ ESAVE มีสมาชิกโครงการประกอบไปด้วยพนักงานและผู้บริหารจากทั้งในส่วนของบริษัท เพโทรกรีน จำกัด และจากบริษัทในกลุ่มมิตรผล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองนำร่องการใช้เชื้อเพลิง E85 ในรถยนต์ Flexible Fuel Vehicles (FFV) และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการริเริ่มและผลักดันให้เกิดการใช้เชื้อเพลิง E85 ภายในปี 2551 นี้ ซึ่งจะถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและทวีปเอเชีย

"เราได้จัดตั้งโครงการ ESAVE ในการริเริ่มและผลักดันให้เกิดมีเชื้อเพลิง E85 และรถยนต์ Flexible Fuel Vehicle (FFV) ขึ้นในประเทศไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าและปริมาณการใช้เอทานอลให้เปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยการเพิ่มสัดส่วนของเอทานอลในเชื้อเพลิงจาก 10% หรือ 20% ให้เป็น 85% และจะพยายามให้มีรถยนต์ FFV ที่ 50 คัน ในปีนี้ โดยมีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อศึกษาวิจัยการใช้เชื้อเพลิง E85 สำหรับรถยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และมีการร่วมมือกับบริษัทรถยนต์ต่างๆ ในการผลักดันให้มีการผลิตรถยนต์ FFV ในประเทศ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบายและผลักดันให้มีเชื้อเพลิง E85 และรถยนต์ FFV ให้ได้ภายในปี 2551 นี้" ดร. เสกสรรค์ พรหมนิช ผู้ประสานงานโครงการ ESAVE กล่าว- เพโทรกรีนแหล่งความรู้
พลังงานทดแทน หมายถึง พลังงานที่นำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแบ่งตามแหล่งที่ได้มากเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานทดแทน จากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป อาจเรียกว่า พลังงานสิ้นเปลือง ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น และพลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมา ใช้ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น (กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน) ซึ่งความเหมาะสมในการผลิตและใช้พลังงานทดแทน เหล่านี้นนั้นมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ
สำหรับ ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานทดแทนได้มากมายหลายรูปแบบ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และที่สำคัญก็คือ พลังงานชีวมวล ซึ่งเอทานอลก็ถือเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนประเภทพลังงานชีวมวลดังกล่าว ประเด็นที่สำคัญก็คือการใช้ พลังงานทดแทนเหล่านี้ในการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเอทานอลถือเป็นพลังงานทดแทนที่มีความสำคัญในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เพราะนอกจากจะสามารถลดการนำเข้าพลังงานได้แล้ว ยังสามารถช่วยกระจายรายได้ส่วนใหญ่ไปสู่เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของ วัตถุดิบ แตกต่างจากพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ ซึ่งมีการกระจายรายได้ลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจระดับล่างได้น้อยมาก








