
กรุงเทพฯ, 5 มิถุนายน 2569 – น้ำตาลมิตรผล เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืน ควบคู่กับการคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Chain) ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมยกระดับ Green Fleet ขนส่งรักษ์โลกจากไร่ สู่ลูกค้าและผู้บริโภค เป็นกลไกสำคัญในช่วงปลายน้ำ เติมเต็มห่วงโซ่เชื่อมโยงคุณค่าความยั่งยืนไปยังพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งสร้างโอกาสในการลดคาร์บอนและสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้าในระดับอุตสาหกรรม ตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนในระดับสากล
นายผรินทร์ อมาตยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการตลาด เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 69 ปี น้ำตาลมิตรผลพัฒนาธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่แบบ Mitr Phol ModernFarm ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก Bonsucro และโปรแกรม VIVE สนับสนุนการตัดอ้อยสด ลดการเผา และรับซื้อใบอ้อยเพื่อนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ในกระบวนการผลิต น้ำตาลมิตรผลมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าชีวมวลภายในโรงงาน การลดการสูญเสีย และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product แล้วกว่า 56 ผลิตภัณฑ์ และ Carbon Footprint Reduction อีก 13 ผลิตภัณฑ์ ในขณะที่บรรจุภัณฑ์กว่า 95% สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือสามารถย่อยสลายได้ ในส่วนปลายน้ำ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับคู่ค้าและลูกค้า น้ำตาลมิตรผลได้ยกระดับ Green Fleet ให้เป็นหัวใจของการขับเคลื่อน Green Chain อย่างครบวงจร ผ่านการนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งน้ำเชื่อมจากโรงงานน้ำตาลมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ไปยังลูกค้าองค์กรชั้นนำ อาทิ บริษัท กรีนสปอต จำกัด, บริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน), บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงมีแผนจะขยายการส่งมอบน้ำเชื่อมด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ไปยังลูกค้าธุรกิจรายอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้”

ในระยะเริ่มต้น น้ำตาลมิตรผลมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) สำหรับการขนส่งรวม 723 เที่ยว ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 200 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า จากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลของมิตรผล เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถบรรทุกขนส่งด้วยน้ำมันดีเซล และในปี 2570 มีแผนขยายการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเพิ่มเติม เป็นจำนวนการขนส่งรวม 1,800 เที่ยว สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 600 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า ตอกย้ำศักยภาพของการบริหารจัดการพลังงานสะอาดภายในห่วงโซ่ธุรกิจ สะท้อนผลลัพธ์การลดคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริงในระดับอุตสาหกรรม
“น้ำตาลมิตรผลมุ่งมั่นพัฒนา Green Chain ให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจ โดยเฉพาะการยกระดับการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Fleet ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจ การนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เข้ามาใช้ในการขนส่ง ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยให้คู่ค้าสามารถต่อยอดเป้าหมายด้านความยั่งยืนและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม” นายผรินทร์ กล่าวสรุปด้วยแนวทางดังกล่าว “น้ำตาลมิตรผล” จึงไม่เพียงส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง