การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

 

     

ความท้าทาย

 

    จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้รูปแบบของการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไป และเกิดมาตรการในการจำกัดการเดินทาง ส่งผลต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า ทำให้กลุ่มมิตรผลต้องเพิ่มมาตรการและแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสารกับคู่ค้าและชาวไร่มากขึ้น เพื่อให้สามารถจัดหาวัตถุดิบ ผลิต และส่งมอบถึงมือลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ตรงเวลา รวมทั้งยกระดับศักยภาพขององค์กรและคู่ค้าเพื่อมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

 

ความมุ่งมั่นและแนวทางบริหารจัดการ

 

    กลุ่มมิตรผลมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และจรรยาบรรณคู่ค้ามิตรผล ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นด้านจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสื่อสาร และตรวจสอบให้คู่ค้าปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้นำมาตรฐานสากลมาเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน เช่น มาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ISO 20400:2017 มาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลเพื่อความยั่งยืนบองซูโคร (BONSUCRO) และมาตรฐานการรับรองการจัดการสวนป่า (Forest Stewardship Council) สำหรับบริหารเกษตรกรชาวสวนยางพารา

 

     คลิกเพื่อดูนโยบายจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน 

 

     คลิกเพื่อดูจรรยาบรรณคู่ค้ามิตรผล 

 

 

บริษัทมีการใช้ระบบ MPS (Mitr Phol Procurement System – on web) เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้คู่ค้าเข้าถึงข้อมูลได้คล่องตัวขึ้นผ่านทางเว็บไซต์ ตั้งแต่การขอสมัครเป็นคู่ค้ารายใหม่ของกลุ่มมิตรผล การติดตามสถานะใบสั่งซื้อสินค้าหรือใบเสนอราคา ตลอดจนเป็นช่องทางสำหรับสื่อสารประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กับคู่ค้าได้แบบ Real Time โดยข้อมูลจะเชื่อมโยงกับ SAP ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของหน่วยงาน 

 

ทั้งนี้กลุ่มมิตรผลได้มีการจำแนกคู่ค้าออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คู่ค้าส่วนกลาง และคู่ค้าวัตถุดิบ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

https://www.mitrphol.com/zadmin/ckimage/image/sd/Supplier-1.jpg

 

 
 

 

    บริษัทยังมีการจำแนกคู่ค้าตามปริมาณยอดการสั่งซื้อ และระดับความสำคัญของสินค้า เพื่อกำหนดแผนและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการคู่ค้าให้มีประสิทธิภาพ โดยเกณฑ์การจำแนกคู่ค้าที่มีความสำคัญ (Critical Supplier) ของบริษัทมีดังนี้

 
  • เป็นคู่ค้าที่ส่งมอบสินค้าพิเศษ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกลุ่มมิตรผลกำหนดเท่านั้น ได้แก่ สารเคมีในกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์
  • เป็นผู้ขายน้อยรายที่มีความเชี่ยวชาญจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าตามที่กลุ่มมิตรผลต้องการ
  • เป็นผู้ขายที่กลุ่มมิตรผลมียอดสั่งซื้อสูงตามเกณฑ์ที่กลุ่มมิตรผลกำหนด
  • เป็นคู่ค้ากลุ่มงานแรงงานที่มีการขออนุมัติอัตรา เพื่อปฏิบัติงานในด้านต่างๆ
 

 

    เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจกลุ่มมิตรผลมีระบบบริหารความเสี่ยงของคู่ค้าตามกลุ่มประเภทสินค้าและบริการ (Supply Position Model) โดยมีขั้นตอนที่รัดกุมในการตรวจสอบคุณสมบัติคู่ค้าทุกรายที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นคู่ค้าใหม่ของบริษัท มีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานคู่ค้า โดยมีการตรวจประเมินในสถานประกอบการคู่ค้า หรือผ่านแบบสอบถามประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งแจ้งผลการประเมินกับคู่ค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินมีความครอบคลุม และหลากหลาย เช่น การควบคุมการผลิต คุณภาพและมาตรฐานของสินค้า รวมทั้งยังมีประเด็นด้านความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินคู่ค้าที่สำคัญอีกด้วย

  

    ในปี 2563 บริษัทมีคู่ค้าทั้งหมด 41,311 ราย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจากคู่ค้าหลัก ร้อยละ 93 โดยค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจากคู่ค้าหลักที่มีความสำคัญ คิดเป็น ร้อยละ 25 ของคู่ค้าหลักทั้งหมด

 

    บริษัทมีการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้าสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ กลุ่มจ้างเหมาแรงงาน และผู้ขายรายใหม่ทุกราย ตั้งแต่ปี 2560 – 2563 และมีเป้าหมายที่จะประเมินความเสี่ยงของคู่ค้ากลุ่มดังกล่าวให้ครบทุกราย (ร้อยละ 100) ในปี 2564

 

    นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดประชุมร่วมกับคู่ค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อสื่อสารจรรยาบรรณคู่ค้ากลุ่มมิตรผลให้รับทราบ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบการจัดหาสินค้าและบริการของบริษัท รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น และความคาดหวังของคู่ค้าเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อคู่ค้า ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ยกระดับประสิทธิภาพของคู่ค้าและบริษัท เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน  

                                        

 

                   

ผลการดำเนินงาน

 

การจัดซื้อจัดหาในท้องถิ่น(204-1)

 

    กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญในการสนับสนุนคู่ค้าท้องถิ่น โดยมีการจัดซื้อวัตถุดิบ เช่น อ้อย และสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ งานซ่อม เป็นต้น เพื่อใช้ในกลุ่มมิตรผล ทั้งนี้มีการจัดซื้อในท้องถิ่นปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 97 ของค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหาทั้งหมด

 

 

การประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้า(308-1,  408-1, 409-1, 414-1)

 

    บริษัทมีการตรวจประเมินผลการดำเนินงานคู่ค้าครอบคลุมประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยตรวจประเมินในสถานประกอบการคู่ค้า หรือผ่านแบบสอบถามประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งแจ้งผลการประเมินกับคู่ค้า และให้คู่ค้าที่มีผลประเมินความเสี่ยงสูง ช่วยกันปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยงนั้น

 

 
 

 

 

    ทั้งนี้ไม่พบความเสี่ยงด้านแรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และไม่มีการยุติการดำเนินงานกับคู่ค้าในรายที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงนั้น

 

 

การยกระดับศักยภาพในการส่งมอบวัตถุดิบของคู่ค้า

 

    กลุ่มมิตรผลยังให้ความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อย และคู่ค้าส่งมอบวัตถุดิบไม้  เพื่อให้คู่ค้าได้มีมาตรฐานตามแนวทางการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ยั่งยืน สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องให้กับบริษัท โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

โครงการมิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม

 

กลุ่มมิตรผลนำแนวทางการจัดการไร่อ้อยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนตามหลักเกษตรสมัยใหม่ “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม” เข้ามาส่งเสริมให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรการเกษตรที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุนการทำไร่อ้อย ประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ 4 วิธี ได้แก่

 

 
 

                                   

    โดยหลักของ “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม” นั้นจะช่วยให้ลดปริมาณการใช้สารกำจัดวัชพืชลง เพิ่มผลผลิตต่อไร่และปรับปรุงคุณภาพของอ้อย นอกจากนี้กลุ่มมิตรผลได้มีการรณรงค์การตัดอ้อยสด ลดการเผาไร่อ้อย ตลอดจนการส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งความรู้การจัดการเกษตรแม่นยำ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน และสร้างวิถีการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

    คลิกเพื่อดูรายละเอียด “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม”

 

 

โครงการบริหารจัดการน้ำสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริม

 

    สำหรับในภาคการเกษตร น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการผลิตภาคเกษตรและความยั่งยืนของเกษตรกร กลุ่มมิตรผลจึงมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริม ดังนี้

  1. จัดสร้างแหล่งน้ำให้เพียงพอสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมอย่างน้อยร้อยละ 70 ของพื้นที่ส่งเสริม โดยที่ทางบริษัทลงทุนหรือประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาระบบชลประทานในที่ๆ เหมาะสม
  2. ส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ปลูกของตนเอง โดยการขุดสระกักเก็บน้ำ หรือเจาะบ่อบาดาล เพื่อนำน้ำใต้ดินมาใช้ในภาคการเกษตร
  3. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการใช้น้ำสำหรับการเพิ่มผลผลิต โดยการใช้โซลาร์เซลล์สำหรับสูบน้ำมาใช้ และส่งเสริมการใช้ระบบน้ำหยดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

 

    ผลจากที่เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนนำน้ำใต้ดินมาใช้ทดแทนน้ำผิวดินทำให้ผลผลิตอ้อยของเกษตรกรในพื้นที่ยังคงรักษาระดับของผลผลิตเฉลี่ยไม่ให้ลดลง และมีผลผลิตมากกว่าพื้นที่ปลูกอ้อยที่อาศัยน้ำฝนหรือน้ำผิวดินมากกว่า 2 เท่า โดยปีการผลิต 2563-2564 ที่ประสบภัยแล้ง พื้นที่ปลูกอ้อยของเกษตรกรที่อาศัยน้ำฝนหรือน้ำผิวดินมีผลผลิตอ้อยต่อไร่เฉลี่ย 4-6 ตันต่อไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ใช้น้ำใต้ดินสำหรับการปลูกอ้อยมีผลผลิตเฉลี่ยที่ 10-12 ตันต่อไร่ โดยกลุ่มมิตรผลมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยขุดเจาะบ่อบาดาล 20,000 บ่อ/ปี และสามารถใช้ได้ในพื้นที่ปลูกอ้อย 200,000 ไร่

 

    ในการแก้ปัญหาภัยแล้งทางกลุ่มมิตรผลยังได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยส่งเสริมการใช้โซล่าร์เซลล์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำหรับสูบน้ำให้กับไร่อ้อย โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมโซล่าร์เซลล์ให้กับเกษตรกรจำนวน 1,500 ชุด/ปี โดยมีเป้าหมายปี 2568 เกษตรกรจะมีการใช้โซล่าร์เซลล์จำนวน 7,195 ชุด

                              

 
 

 

 

    นอกจากนี้มิตรผลยังมีการดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหว้า-ดอนดู่ ตำบลกุดกว้าง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น พื้นที่รับประโยชน์ 2,400 ไร่ เพื่อจัดส่งน้ำให้เกษตรกรมีน้ำใช้ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกัน 3 ภาคส่วน ได้แก่

  1. ภาครัฐ (กรมชลประทาน) ดำเนินการก่อสร้างระบบสูบน้ำ-ส่งน้ำ สายหลัก ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร
  2. ภาคเอกชน (มิตรผล) ดำเนินการต่อยอดท่อส่งน้ำ สายหลัก เฟส 1 ระยะทาง 0.9 กิโลเมตร
  3. ภาคประชาชน (ชาวไร่อ้อย/เกษตรกร) ดำเนินการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยระบบน้ำหยดบนดิน

 

 

One Agri Application แอปเดียวครบ จบทุกความต้องการ

 

    กลุ่มมิตรผลได้พัฒนาแอปพลิเคชัน One Agri ขึ้นมา เพื่อช่วยตอบโจทย์ให้การสื่อสารระหว่างบริษัทกับชาวไร่ทำได้ง่ายขึ้น โดยชาวไร่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเองผ่านมือถือ ซึ่งทำได้สะดวก รวดเร็ว ได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถรับข้อมูลข่าวสารและรับการส่งเสริมกับทางมิตรผลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งทั้งระบบ Android และระบบ iOS

 

 
 

        

โครงการพัฒนาบุคลากรด้านอ้อย เพื่อส่งต่อองค์ความรู้มิตรผลโมเดิร์นฟาร์มสู่ชาวไร่

 

    กลุ่มมิตรผลพัฒนาบุคลากรกลุ่มงานอ้อย ผ่านสถาบันมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม (MITR PHOL MODERN FARM ACADEMY) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุกคนดึงศักยภาพของตนเองออกมา เราจะช่วยติดอาวุความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อให้พนักงานส่งเสริมสามารถค้นพบคำตอบสู่ความสำเร็จ เร่งการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่ได้เร็วขึ้น ด้วยกระบวนการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 คือมีเนื้อหาที่ทันสมัยสอดคล้องกับผู้เรียน การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงเพื่อสร้างความมั่นใจในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยตนเอง เรียนรู้ได้ตลอดเวลาทุกที่ผ่าน MFA Application และมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอดสู่สิ่งใหม่ โดยมีเป้าหมายดำเนินการ ปีละ 60 คน

 

   บริษัทยังดำเนินโครงการ Expert Mitr Phol Modern Farm เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมระดับหัวหน้าเขตส่งเสริมจำนวน 205 คน ให้มีความเชี่ยวชาญในการทำงาน ในการทำไร่อ้อยแบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม เพื่อสามารถถ่ายทอดให้กับชาวไร่ได้อย่างถูกต้อง เน้นการฝึกภาคปฏิบัติทำไร่อ้อยแบบโมเดิร์นฟาร์มจริง ในปี 2564 จะมีการขยายผลการเรียนรู้สู่พนักงาน 200 คน และสู่ชาวไร่ส่งเสริมเพิ่มพื้นที่การทำไร่แบบโมเดิร์นฟาร์ม 10,000 ไร่ เพื่อเพิ่มรายได้และผลผลิต    

 

 

 

 

 

โครงการทายาทเถ้าแก่ไร่อ้อย

 

โครงการทายาทเถ้าแก่ไร่อ้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้บุตรหลานเกษตรกรเห็นความสำคัญของอาชีพการทำไร่อ้อย สืบทอดธุรกิจไร่อ้อยของครอบครัว และพัฒนาการทำไร่อ้อยโดยการใช้เทคโนโลยี ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการจะมีการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรที่มีใจรักในอาชีพเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ และจัดกิจกรรมเรียนรู้การทำไร่อ้อยสมัยใหม่แบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม เช่น เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ระบบชลประทาน ฯลฯ มีเวที พบปะ แลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างทายาทเถ้าแก่ไร่อ้อยด้วยกัน สร้างแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สร้างการยอมรับในอาชีพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทายาทเถ้าแก่ไร่อ้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริม และผู้ปกครองเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งสามารถนำความรู้ แนวคิดที่ได้รับกลับไปประยุกต์ใช้ต่อยอดพัฒนาอาชีพการทำไร่อ้อยร่วมกับครอบครัว รวมถึงพัฒนาตนเองเป็นผู้นำเกษตรและเป็นแหล่งเรียนรู้การทำไร่อ้อยแบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์มให้กับชาวไร่รายอื่นๆ ต่อไป

 

 
 

 

การพัฒนาคู่ค้าส่งมอบวัตถุดิบไม้

 

    สำหรับธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ มีแนวทางในการพัฒนาคู่ค้าส่งมอบวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้าน ดังนี้

 

    ด้านเศรษฐกิจ

  • จัดหาวัตถุดิบผ่านการรับซื้อปีกไม้ ขี้เลื่อยจากโรงเลื่อย และการรับซื้อไม้ยางพาราที่หมดอายุน้ำยางแล้วจากชาวสวนยางพาราที่ได้ส่งเสริมการทำมาตรฐานการรับรองการจัดการสวนป่า (Forest Stewardship Council)
  • พัฒนาชาวสวนยางพาราเพื่อให้สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง
  • จัดอบรมให้ความรู้เรื่องวิธีการจัดการสวนยางเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตให้แก่สมาชิก เช่น การกรีดยางตามหลัก GAP (Good Agricultural Practice), การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน, การทำเชื้อราเขียว        (ไตรโครเดอม่า) และการเลือกพันธุ์ยาง เป็นต้น
  • ส่งเสริมการทำสวนยางแบบระบบวนเกษตรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากสวนยาง เช่น การปลูกไม้ป่า การปลูกผัก ผลไม้ร่วมในสวนยาง และการเลี้ยงผึ้งหรือชันโรง

 

    ด้านสังคม

  • ส่งเสริมด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยกับคู่ค้า โดยอบรมคู่ค้าให้มีความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งความปลอดภัยในการขนส่งวัตถุดิบจนถึงโรงงาน 

 

    ด้านสิ่งแวดล้อม

  • สนับสนุนให้คู่ค้าคำนึงด้านสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ เช่น การดูแลรถขนส่งและตรวจสอบน้ำมันไม่ให้รั่วไหลจากรถขนส่ง การจัดอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนเรื่องการจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชุมชน เพื่อร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่คู่กับชุมชนตลอดไป

 

   

  ส่งเสริมการปลูกแบบวนเกษตร                         

อบรมด้านความปลอดภัยให้กับคู่ค้า
   

 

 

 
 
ส่งเสริมให้สร้างรายได้เพิ่มด้วยการเลี้ยงผึ้งในสวนยาง