ความท้าทาย

 

          จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกในการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Science-based Targets) โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นับเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรอย่างกลุ่มมิตรผล และเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญและตระหนักถึงการกำหนดแนวทางบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพรวมไปถึงการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

 

ความมุ่งมั่นและแนวทางบริหารจัดการ

 

          เรามุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน พัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนด้วยการปลูกป่า และสร้างความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีกรอบการดำเนินการบริหารจัดการพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้

 

  • มีคณะกรรมการ Steering Committee ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อพิจารณากลยุทธ์ และกำกับการดำเนินงานในการรับมือกับผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  • มีการประเมินความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมความเสี่ยงทางกายภาพ ความเสี่ยงจากนโยบายและกฎระเบียบจากภาครัฐ และความเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจ

 

  • ทบทวนกลยุทธ์ แนวทางการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Science-based Targets) และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

 

  • สร้างความตระหนักและเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่พนักงานผ่านการอบรม รวมทั้งผสานความร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และหน่วยงานต่างๆ เช่น UN Global Compact Thailand, Thailand Carbon Neutral Network เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

 

 

การดำเนินงานที่สำคัญ

 

1. การบริหารจัดการภายในองค์กร

 

โครงการอนุรักษ์พลังงาน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

          บริษัทส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานที่สอดคล้องกับระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001 และดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานต่างๆ โดยปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างเช่น

 

  • ลดการใช้ไอน้ำที่หม้อเคี่ยวและหม้อปั่นโดยใช้น้ำอ้อยใสแทน ช่วยลดการใช้ไอน้ำประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 

 

  • หุ้มฉนวนหม้อต้มและหม้อเคี่ยวเพื่อลดการสูญเสียความร้อนของไอน้ำ ช่วยลดการสูญเสียไอน้ำ 3 แสนตันต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 

 

  • ติดตั้งท่อเพื่อนำไอน้ำจากหม้อ Batch ไปใช้เพิ่มอุณหภูมิในกระบวนการผลิตแทนการใช้ไอน้ำใหม่ ลดการใช้พลังงานประมาณ 5.8 ล้านเมกะจูล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 

 

          โดยในปี 2564 บริษัทดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงาน 47 โครงการ ช่วยลดการใช้พลังงาน 1,049 ล้านเมกะจูล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 37,952 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 336 ล้านบาท

 

          นอกจากนี้ บริษัทยังมีการดึงคาร์บอนไดออกไซด์จากหม้อไอน้ำของโรงไฟฟ้าชีวมวล มาใช้ในกระบวนการผลิตน้ำตาลรีไฟน์ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2564

 

 

โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานจากชีวมวล

 

          กลุ่มมิตรผลต่อยอดธุรกิจน้ำตาลสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากชานอ้อยและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อใช้หมุนเวียนภายในโรงงานน้ำตาลและโรงงานอื่นๆ ในกลุ่มมิตรผล นอกจากนี้ ส่วนที่เหลือจากการใช้ยังจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อส่งต่อไปยังชุมชน ทั้งนี้ บริษัทยังมีโครงการรับซื้อใบอ้อยสดและฟางข้าวจากเกษตรกร เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริม ซึ่งช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกร และลดการเผาอ้อยอีกด้วย ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทยจำนวน 11 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 560 เมกะวัตต์ ซึ่งในปี 2564 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าชีวมวล ได้ประมาณ 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าจาก grid

 

โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

 

          เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนภายในองค์กร ในปี 2564 มิตรผลมีโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำเพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 2 โครงการ รวมปัจจุบันมีอยู่ 4 โครงการ ดังนี้

 

1. โครงการที่โรงไฟฟ้าด่านช้าง กำลังผลิต 2,500 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3.5 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

2. โครงการที่บริษัท ราชสีมา กรีน สตาร์ช จำกัด กำลังผลิต 997 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.4 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

3. โครงการที่โรงไฟฟ้าภูเขียว กำลังผลิต 5,000 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 7 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 3,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

4. โครงการที่โรงไฟฟ้ากาฬสินธุ์ กำลังผลิต 3,200 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4.5 ล้านหน่วยต่อปีและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,250 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

          ทั้งนี้ ยังมีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ภายในบ่อน้ำของกลุ่มมิตรผล ที่อยู่ระหว่างพัฒนาในปี 2565 จำนวน 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 16,000 กิโลวัตต์ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมได้กว่า 11,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 
 

 

 

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER)

 

          กลุ่มมิตรผลได้เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ที่จัดทำโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลได้รับการรับรองลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยจำนวน 6 โครงการประกอบด้วย

 

1. โครงการผลิตพลังงานชีวมวลโดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ด่านช้าง) (ส่วนที่ 2)

 

2. โครงการผลิตพลังงานชีวมวลโดยบริษัท พาเนล พลัส ไบโอ-เพาเวอร์

 

3. โครงการผลิตพลังงานความร้อนจากชีวมวล ขนาด 133.6 MW โดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ ภูเขียว (ส่วนที่ 2)

 

4. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลพลังงานร่วม ขนาด 45 MW โดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (กุฉินารายณ์)

 

5. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล เบตง กรีน เพาเวอร์ ขนาด 7.5 เมกะวัตต์

 

6. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลพลังงานร่วม ขนาด 30 เมกะวัตต์ มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ภูหลวง) ส่วนที่ 2 

 

          โดยปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองโดย อบก. รวมประมาณ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

 

 

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์

 

          บริษัทมีผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่ได้รับการรับรองฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จำนวน 8 ผลิตภัณฑ์ และมีผลิตภัณฑ์แผ่นไม้อัด และแผ่นใยไม้อัดที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จากจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จำนวน 13 รายการ

 

สัดส่วนการใช้พลังงานภายในองค์กรต่อรายได้กลุ่มมิตรผล  

 

 

สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 ต่อรายได้กลุ่มมิตรผล 

 

          ทั้งนี้ บริษัทยังมีการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานภายนอกองค์กร และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 เพื่อหาโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การใช้พลังงานภายนอกองค์กรจากกิจกรรมการขนส่งวัตถุดิบ การขนส่งผลิตภัณฑ์ และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เป็นต้น

 

 

2. การบริหารจัดการภายนอกองค์กร

 

ส่งเสริมเกษตรกรตัดอ้อยสด ลดการเผาอ้อย

 

          กลุ่มมิตรผลได้รณรงค์ให้เกษตรกรตัดอ้อยสดอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนความรู้ในการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ตามหลัก มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม ที่เน้นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยให้เกษตรกรรายเล็กใช้เครื่องสางใบอ้อย และเกษตรกรรายกลางและรายใหญ่ใช้รถตัดอ้อย ลดการใช้แรงงาน ลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนในการจัดการในไร่ นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร ด้วยการขายใบอ้อยให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวล และรักษาระบบนิเวศน์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยบริษัทยังสร้างความร่วมมือกับภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆ และยังกำหนดเกณฑ์ในการตัดราคาอ้อย เพื่อส่งเสริมมาตรการในการลดการเผาอ้อย

 

          ในปี 2564 กลุ่มมิตรผลมีการตัดอ้อยสด 75.49% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 127,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

  ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
% ปริมาณอ้อยสดมิตรผล 46.61% 57.46% 75.49%
ค่าเฉลี่ยประเทศไทย 38.89% 50.35% 73.58%
 
 

 

 

กลุ่มมิตรผลเข้าร่วมเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network)

 

          กลุ่มมิตรผลร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเป็น 1 ใน 53 องค์กรพันธมิตร ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network; TCNN) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และร่วมมือกันสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย

 

 

กลุ่มมิตรผลประกาศเจตนารมณ์สู้วิกฤตโลกร้อนตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 ร่วมกับ GCNT และ UN

          กลุ่มมิตรผลเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์สู้วิกฤตโลกร้อน ร่วมกับสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand; GCNT) และสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations; UN) ภายในงาน GCNT Forum 2021: Thailand’s Climate Leadership Summit 2021 ภายใต้แนวคิด ‘A New Era of Accelerated Actions’ โดยมีผู้นำจากหลากหลายองค์กรเอกชนเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน ปี 2070

 

โครงการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

 

          มิตรผลร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยให้ความสำคัญในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อรักษาความหลากหลายชีวภาพ บริษัทจึงได้ดำเนินโครงการปลูกป่าต่างๆ ได้แก่

 

  • โครงการ “ธนาคารต้นไม้” ซึ่งเป็นโครงการที่ขยายผลต่อยอดมาจาก “โครงการทำตามพ่อ ปลูก เพ(ร)าะ สุุข” ที่ส่งเสริมให้เกษตรกร และชุมชนแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งจากการปลููกอ้อยมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลููกพืชผักสวนครัว ผลไม้ตามฤดููกาล ปลููกไม้ใช้สอย เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ควบคู่กัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและมีรายได้เสริม ช่วยให้ชาวไร่อ้อยและชุุมชนพึ่่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2564 ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกไม้เศรษฐกิจให้เติบโต เช่น ต้นสัก พะยูง ประดู่ มะค่า ยางนา และแดง เพื่อเพิ่มการออมต้นไม้ และออมออกซิเจน

 

  ผลดำเนินงาน ปี 2564 เป้าหมาย
เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 3,010 ราย 2,650 ราย
จำนวนต้นไม้ที่ปลูก 111,705 ต้น 110,000 ต้น
คาดการณ์ช่วยกักเก็บ CO2 ประมาณ 1,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี  
     
  • โครงการ “มิตรอาสาปลูกป่าแนวกันไฟ (ภูหลง)” ณ วัดป่ามหาวัน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยร่วมปลูกพันธุ์ไม้กว่า 3,000 ต้น อาทิ ต้นยางนา ต้นตะเคียน ต้นพยุง เพื่ออนุรักษ์ป่า รักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแนวป้องกันไฟ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟป่า