การบริหารจัดการพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

   

ความท้าทาย

 

    ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยแล้ง หรือเกิดน้ำท่วมในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลก กลุ่มมิตรผลมุ่งมั่นและตระหนักถึงความสำคัญที่จะใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนภายในบริษัท และต่อยอดธุรกิจน้ำตาลสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพลังงานทดแทนของประเทศไทย

 

 

ความมุ่งมั่นและแนวทางบริหารจัดการ

 

    บริษัทส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานที่สอดคล้องกับระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001  และตามกฎหมายกำหนด มีการจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อดำเนินงานโครงการด้านพลังงาน และมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และขอบเขต 2 ที่วางไว้ พร้อมทั้งมีการติดตามและรายงานผลดำเนินงานต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มมิตรผลยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กรที่เกี่ยวเนื่องจากการดำเนินธุรกิจ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการเผาอ้อย และสนับสนุนใช้โซลาร์เซลล์ทั้งที่แบบวางไว้หลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) แบบโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar Farm) หรือเครื่องสูบน้ำในไร่อ้อย รวมทั้ง การให้ความรู้การใช้ Bio Gas จากของเหลือทิ้งในชุมชน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม เป็นต้น ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นด้วย

 

 

ผลการดำเนินงาน

 

 
 

 

 
 

    มิตรผลมีการตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี โดยในปี 2564 จะลดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 1 ต่อรายได้ลงร้อยละ 15 และขอบเขต 2 ต่อรายได้ลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2561

 

 

โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร

 

    กลุ่มมิตรผลดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานต่างๆ ของบริษัท โดยควบคุมและปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การลดการใช้พลังงานในหม้อเคี่ยว การควบคุมการผลิตให้มีเสถียรภาพ ลดการหยุดของกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงาน เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

 
 

 

โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

 

    กลุ่มมิตรผลมีโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยระบบแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าบนบ่อน้ำ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่จากบ่อน้ำดิบที่มีอยู่ภายในโรงงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังช่วยลดอัตราการระเหยของน้ำในบ่อ ปัจจุบันมีอยู่ 2 โครงการ ได้แก่

 

1. โครงการที่โรงไฟฟ้าด่านช้าง กำลังผลิต 2,500 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3.5 ล้านหน่วยต่อปี 

             และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

2. โครงการที่บริษัท ราชสีมา กรีน สตาร์ช จำกัด กำลังผลิต 997 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.4 ล้านหน่วยต่อปี

             และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
 
 

โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ณ โรงไฟฟ้าด่านช้าง

 

    โดยยังมีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่กำลังดำเนินการอยู่อีกจำนวน 2 โครงการ ที่ภูเขียวกำลังผลิตไฟฟ้า 5,000 กิโลวัตต์ และที่กาฬสินธุ์กำลังผลิตไฟฟ้า 3,200 กิโลวัตต์ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมได้กว่า 5,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER)

 

    กลุ่มมิตรผลมุ่งมั่นสู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ที่จัดทำโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลได้รับการรับรองลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยจำนวน 6  โครงการประกอบด้วย

 

1. โครงการผลิตพลังงานชีวมวลโดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ด่านช้าง) (ส่วนที่ 2)

 

2. โครงการผลิตพลังงานชีวมวลโดยบริษัท พาเนล พลัส ไบโอ-เพาเวอร์

 

3. โครงการผลิตพลังงานความร้อนจากชีวมวล ขนาด 133.6 MW โดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ ภูเขียว (ส่วนที่ 2)

 

4. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลพลังงานร่วม ขนาด 45 MW โดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (กุฉินารายณ์)

 

5. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล เบตง กรีน เพาเวอร์ ขนาด 7.5 เมกะวัตต์

 

6. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลพลังงานร่วม ขนาด 30 เมกะวัตต์ มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ภูหลวง) ส่วนที่ 2 

 

    ที่ผ่านมากลุ่มมิตรผลได้มีการส่งเสริมการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงส่งเสริมการทำ Carbon Neutral Society ด้วยการขายคาร์บอนเครดิต จำนวน 500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการประชุมระหว่างประเทศที่สนใจจะชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) เพื่อทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์  ถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองโดย อบก. รวม 1.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนอีกจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอำนาจเจริญ

 

 
 

มิตรผลสนับสนุนคาร์บอนเครดิตในการจัดงาน GCNT FORUM 2020: Thailand Business Leadership for SDGs

 

 

โครงการทดสอบและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme: Thailand V-ETS)

 

    โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง เป็นโรงงานนำร่องในอุตสาหกรรมน้ำตาลที่เข้าร่วมโครงการทดสอบและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme: Thailand V-ETS) ปี 2563 จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งร่วมพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งปรับแนวทางการดำเนินงานของระบบ Thailand V-ETS ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศมากยิ่งขึ้น

 

 
 

 

 

โครงการพัฒนาโซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำ

 

    การประยุกต์ใช้โซลาร์เซลล์ติดตั้งเข้ากับเครื่องสูบน้ำ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ธุรกิจพลังงานทางเลือกได้ริเริ่มทำในปีที่ผ่านมา อุปกรณ์ทางการเกษตรนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้เพื่อผันน้ำเข้าพื้นที่ไร่ของตนเองช่วยลดต้นทุนลดแรงงาน และยังช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงระบบชลประทานอีกด้วย ในปี 2563 มีชาวไร่อ้อยใช้โซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำจำนวน 1,500 เครื่อง โดยสามารถคิดเป็นกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 3,600 กิโลวัตต์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

 
 

โซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำในไร่อ้อยของเกษตรกร

 

 

กลุ่มมิตรผลส่งเสริมเกษตรกรตัดอ้อยสด ลดการเผาอ้อย และเพิ่มรายได้

 

    กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญในการรณรงค์ให้ชาวไร่อ้อยลดการเผาอ้อย โดยรณรงค์ให้เกษตรกรรายเล็กใช้เครื่องสางใบอ้อย และเกษตรกรรายกลางและรายใหญ่ใช้รถตัดอ้อย เพื่อลดการใช้แรงงาน มีการส่งเสริมการปลูกอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้อ้อยที่ได้มีคุณภาพดี ลดต้นทุนในการจัดการในไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วยการขายใบอ้อยให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวล และรักษาระบบนิเวศน์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยบริษัทสร้างความร่วมมือกับภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆ และยังกำหนดเกณฑ์ในการตัดราคาอ้อย เพื่อส่งเสริมมาตรการในการลดการเผาอ้อย

 
 

 

    จากความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการตัดอ้อยสดในปี 2563 กลุ่มมิตรผลมีการตัดอ้อยสด 57.46% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10.46%  และการตัดอ้อยสดของกลุ่มมิตรผลยังมากกว่าค่าเฉลี่ยการตัดอ้อยสดทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 50.35% และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 98,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

 
 
 
 

 

บ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบโอ่งแดง สร้างพลังงานทดแทนจากการเปลี่ยนเศษอาหารในครัวเรือน

 

    จากผลการศึกษาข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการใช้พลังงานของสมาชิกครัวเรือนอาสา ภายใต้การขับเคลื่อนความยั่งยืนของโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พบว่า ครัวเรือนอาสาสามารถลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้จากค่าแก๊สหุงต้ม (LPG) กลุ่มมิตรผลจึงได้ส่งเสริมการนำเศษอาหารในครัวเรือน มาผ่านกระบวนการหมักให้เป็นพลังงานทดแทน ด้วยการจัดกิจกรรมการทำบ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบโอ่งแดงเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มแทนแก๊สหุงต้ม (LPG) โดยเน้นการเรียนรู้และปฏิบัติจริงร่วมกับสมาชิกครัวเรือนอาสาที่สนใจ โดยมีครัวเรือนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 4 ครัวเรือนในพื้นที่ชุมชนรอบโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว และโครงการขยายเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งจากการทำบ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบโอ่งแดงดังกล่าว ทำให้ครัวเรือนลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้มอย่างน้อยเดือนละ 400 บาทต่อเดือน และเกิดผลพลอยได้จากกระบวนการหมักย่อยเศษอาหาร เป็นปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในทางการเกษตรได้อีกด้วย

 

 
 

บ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบโอ่งแดง